Saturday, November 22, 2014

สาส์น เส้นทางใหม่ 53 : เรื่อง เสียงจากผู้รู้ ตอนที่ 9 " การออกเดินทางไปหาโอกาสในต่างแดน 2 "



สาส์น เส้นทางใหม่ 53 : เรื่อง เสียงจากผู้รู้ ตอนที่ 9 " การออกเดินทางไปหาโอกาสในต่างแดน 2 "

.............................................................................
ตอนที่ 9 คนไทยจะทิ้งแผ่นดิน

ตอนนี้ ขอเปลี่ยนมาเขียน เป็นเรื่อง สินค้า ละกัน

วิกฤติ คือ โอกาส แต่ไม่ใช่ของใครทุกคน

ผมนั่งมอง การไหลลงของราคา สินค้าโภคภัณฑ์ ที่เกิดจากเศรษฐกิจของโลก ที่เกิดความอ่อนไหว จากกฎของ Demand และ Supply

ในระบบทุนนิยม ที่ ก้าวหน้าไปไกลกว่าใคร เราคงต้องยอมรับว่า เป็นของยุโรป ที่เป็นจุดเริ่ม และของอเมริกา ที่แซงหน้าไป

เมื่อกฎของ Demand และ Supply เป็นกลไกหลัก ในการขับเคลื่อนของระบบทุนนิยม สิ่งที่เราต้องรู้เพิ่มเติม ก็คือ มันเป็นเพียงทฤษฎีของความคิดและความเชื่อ อุดมการณ์ แต่ตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์ มันไม่เคยมีจริงในโลกแต่อย่างใด

จึงต้องมี "รัฐ" ที่ต้องใช้อำนาจของรัฐ เข้ามากำกับ ให้เกิดความยุติธรรม ต่อคนทั่วไป ถ้ารัฐนั้นเข้าใจ ก็จะกำหนดกฎเกณฑ์ ที่ต้องทั้งเสริมและทั้งปราม เพื่อมิให้ใคร มาบิดเบือนกลไก เพื่อการเอาเปรียบผู้คน

แต่ รัฐ ในโลกของเรา เพิ่งก่อกำเนิดมาไม่กี่ร้อยปี และที่เกิดใหม่จริงๆ บางรัฐยังไม่กี่สิบปีด้วยซ้ำไป ความเข้าใจและประสบการณ์ จึงยังน้อยไป จึงมีรัฐมากมาย ที่กลับกลาย เป็นการวางกำหนดกฎเกณฑ์ ที่ยิ่งทำให้ คนในชาติของตน เสียเปรียบคนชาติอื่น ทั้งหวังความได้เปรียบในหมู่ชนชั้นปกครอง และที่โง่มากกว่านั้น ก็คือ กำหนดไปทั้งที่ตนเองขาดความเข้าใจ

แต่ในชาติที่ทุนนิยมเสรีดั้งเดิมจริงๆ เขากลับสร้างกลไกเพิ่มเติม ที่เปิดโอกาสให้กับผู้คน ที่ใครเก่งก็ได้ ใครโง่ก็เสียไป ที่เป็นกลไก ที่จะช่วยการรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้า ที่สำคัญๆ คือ สินค้าโภคภัณฑ์ ที่เป็นสินค้าหลักๆ ที่เป็นความจำเป็นต้องใช้ ของมนุษย์ร่วมกัน

กลไกตัวนี้ เขาเรียกมันว่า "ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า" อันประกอบไปด้วยสินค้าสำคัญที่จำเป็น ไล่ตั้งแต่ ทอง น้ำมัน เงิน ทองแดง เหล็ก สินค้าเกษตรหลักๆ อีกหลายๆตัว ทั้ง ข้าว ข้าวโพด น้ำตาล กาแฟ ยางพารา ข้าวสาลี และอีกมากตัว

เขาอนุญาตให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในแต่ละอาชีพ เข้ามาซื้อและขาย สินค้าที่กำหนดเวลาในอนาคต ณ แต่ละเวลา ในราคาที่ทั้ง 2 ฝ่ายตกลง หลักคิด คือ การสร้างเสถียรภาพในด้านราคาที่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลย ว่า สินค้าตัวนี้ อีก 1 ปี หรือ 6 เดือนข้างหน้า ราคาเท่าใด

ถ้าคุณพอใจอยากได้ ณ วันนั้น ตามราคาที่ซื้อขายกันในวันนี้ ไม่ว่าจะซื้อ หรือ จะขาย ก็แจ้งเข้าไป มีเงินประกัน นิดหน่อยก็พอ อาจต่ำเพียงแค่ 1% ของราคาและจำนวนที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะซื้อหรือจะขายก็ได้ ส่วนราคาก็เคลื่อนไปในแต่ละนาที ตามแรงซื้อและแรงขายที่เสนอกัน แต่ถ้าว่าส่วนต่างราคาเกิน 1% ที่คุณมัดจำ ต้องเพิ่มเงินเติมเข้ามาทันที ถ้าไม่เติมเงินให้ทัน เขาบังคับซื้อคืนหรือขายทิ้งโดยอัตโนมัติทันที โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุม จึงขอแนะนำ ผู้ที่สนใจ ต้องวางเงินไว้ ขั้นต่ำ 10% ความมีเสถียรภาพในบัญชีของท่าน มันจึงจะมี

ด้วยวิธีนี้ เกษตรกร หรือเจ้าทองทองหรือน้ำมัน ก็สามารถขายได้ทันที ในราคาตลาดล่วงหน้า ที่ถ้าเขาพึงพอใจ ก็ขายล่วงหน้าได้ทันทีโดยต้องส่งมอบของกันจริงตามสัญญา เมื่อถึงเวลา ฝ่ายใดผิดพลาด ก็รับส่วนต่างของความเสียหายไป

ที่ว่ามาเป็นไปตามทฤษฎี เพื่อให้เป็นกลไกคุ้มครองราคาให้เกิดความมีเสถียรภาพ และ เป็นประโยชน์ต่อระบบทุนนิยม ที่ทำให้การผูกขาด เกิดขึ้นได้ยาก เพราะตลาดเปิดกว้างในทุกคนมีสิทธิ์เข้าไป ถ้าคุณแน่พอ

ปัญหาที่ว่า ทุกกฎกติกา ย่อมมีผู้เจาะหาช่องรู ที่จะแสวงหาประโยชน์ จึงเกิดตามมา ใหม่ๆก็เป็นส่วนบุคคล ที่เข้าไปทำการซื้อหรือขาย เพื่อเก็งกำไร ส่วนต่างที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ต่อมาก็ทำการเป็นบริษัท และก็พัฒนามาเป็น กองทุน Hedge Fund ที่ท่านคงทราบกัน นอกจากสินค้า ก็พัฒนาเข้าไปเป็นตลาดซื้อขาย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ที่ความต้องการในแต่ละสกุล มีช่วงเวลาที่แตกต่าง อันนำไปสู่ อัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเทียบกับเงิน USD อันเป็นสกุลกลาง เกิดความแตกต่าง ในแต่ละนาทีของเวลาเช่นกัน

เมื่อกองทุน ที่มีวงเงินมหาศาล เข้ามา ก็เกิดการปั่นราคา ส่วนใหญ่ปั่นขึ้น เพื่อกินส่วนต่าง ให้สินค้านั้นแพงกว่าเป็นจริง เกิดเป็น Demand เทียมของตลาดขึ้นมา จนกลายเป็นการ ซื้อหรือขาย ในตัวกระดาษ ที่เรียกกันว่า สัญญา มากกว่าจะต้องการซื้อและขายโดยส่งมอบกันจริงๆ โดยเฉพาะ ทองคำ และ น้ำมัน

เพราะสินค้าทั้ง 2 ตัว มีความต้องการที่เป็นจริง ค่อนข้างสูง ในทั่วโลกา ตลาดและปริมาณ Volume สูงมากจริงๆ แต่ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ปริมาณมากกว่า หลายๆเท่าเลยล่ะ เพราะเขาปั่นความต้องการจะซื้อ เพื่อให้ราคามันแพง ด้วยวงเงินมหาศาลที่เขามี

ทีนี้ ประเทศด้อยพัฒนา ที่งุ่มง่าม มัวแต่ขูดรีดเอาเปรียบ คนในชาติของตน แต่เกรงกลัวตลาดของชาติพัฒนา เงินทองก็น้อย เลยต้องซื้อแพง จ่ายส่วนต่างที่กองทุนฟาดไปเต็มๆ อันเป็นการทำนาบนหลังของชนในประเทศที่ยังด้อยพัฒนา ต่างอะไรกับพ่อค้าคนกลาง ที่ซื้อสินค้าถูกจาก กทม แล้วขายแพงๆในตลาดท้องถิ่นของตน อย่างที่เป็นผ่านมา ก่อนชาวประชาได้อินเตอร์เน็ตมา และเรียนรู้เท่าทัน เขาก็จบเกม

แต่ไม่ว่าใคร ในระบบเสรี ไม่มีใครใหญ่จริง ถ้าไม่อิงสภาพตลาดที่เป็นจริง จึงต้องมีการวิเคราะห์ตลาด และสภาพการณ์ตลอดเวลา บางครั้งไม่พอ ยังต้องจ้างคนไปจับตัวประกัน เจ้าหน้าที่บริษัทน้ำมันที่ไนจีเรีย เพียงเพื่อเป็นข่าว ให้ตลาดตกใจ รีบชิงซื้อกัน เพื่อเขาจะได้ปล่อยสินค้าตามสัญญาซื้อ แต่ไร้ความต้องการนั้นๆ ออกมาในราคาที่ปั่นขึ้นไปเพื่อลดการขาดทุน

มาถึงวันนี้ ตลาดสินค้าทั่วโลก เจอโรคเศรษฐกิจทั่วกัน ผ่านมาหลายปี อเมริกันก็ใช้ QE ส่วนยุโรปก็หมดกำลัง ญี่ปุ่นไม่ต้องสนใจ ตายไปแล้วนับ 10 ปี คงเหลือแต่จีน ที่พยายามทรงตัว กับทั้งอาเซียนที่ยังพอมีกำลัง เป็นความหอมหวลของตลาดโลกเลยหละ

แต่กำลังซื้อ ยังไงก็ยังสู้อเมริกาเพียงประเทศเดียวไม่ได้ เพราะเขาเคยบริโภค สินค้าของโลกหลายชนิด เกิน 50% ผู้เดียวเลยหละ ท่านเคยทราบกันบ้างแล้วหรือยัง

ณ วันนี้ จึงมาถึงจุด ที่ตลาดทุกจุด หมดเรี่ยวหมดแรง แต่ปริมาณสินค้าที่เก็งกำไรกันล่วงหน้า ในตลาดล่วงหน้านั้น เกินความเป็นจริง เป็นหลายๆเท่า การลดการขาดทุนจากการซื้อสัญญาเก็งกำไร จึงต้องหาเหยื่อ ที่จะหลงทางเข้ามา เขาจึงต้องกระชากราคาขึ้นไป ให้ท่านสนใจซื้อตาม แล้วไปกองเก็บไว้นั่งมอง เป็นนโยบายกระจายทอง ให้ช่วยกันเข้าไปอุ้มและคุ้มครอง ตามใจปรารถนา ให้สุขทางใจกันไปเพลินๆ สมบัติ ผลัดกันชม ใครรับไปที่ราคาแพง ถ้าไม่เรียก โง่ ก็เรียก ซื้อความสุขใจละกัน

ส่วนเรื่องน้ำมัน เจอเข้าไปอีกดอก ไม่เฉพาะตลาดซบเซา ปริมาณการใช้ลดลง ยังมาเจอ ทรายน้ำมันที่ขุดค้นพบ ว่าสามารถนำมาทำเป็นน้ำมันได้ที่ต้นทุนต่ำกว่า ราคาน้ำมันในปัจจุบันมากมาย และดันมีมากที่ทวีปอเมริกา ยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจที่รอยติดต่อเข้าไปถึงที่แคนาดา และยังมีแนวโน้มว่าจะพบอีกหลายแห่งในโลกเลยหละ

เจอเข้าไปแบบนี้ ทั้ง ทอง และ น้ำมัน จึงกลายเป็นสินค้า ที่คนไม่ฉลาด จึงรีบเร่งซื้อเลยล่ะ

ส่วนสินค้าเกษตร ที่มีความเกี่ยวโยงกับ ราคาของน้ำมัน เราคงต้องไปเขียนกันในโพสใหม่กัน เพราะเรื่องมันยาวจริงๆ ทั้งที่พยายามเขียนแบบรวบรัดให้ได้เป็นความเข้าใจ

ปล. เพจคนไทยจะทิ้งแผ่นดิน ขอขอบคุณ เสียงสนับสนุนมา ณ ที่นี้ Surachai Vajira

https://www.facebook.com/surachai.k.varodom/posts/876229422417720