สาส์น เส้นทางใหม่ 24 : เรื่อง ตัวอย่างการทิ้งแผ่นดิน
........................................................................................
ตอนที่ 4 คนไทยจะทิ้งแผ่นดิน #คนไทยจะทิ้งแผ่นดิน
จริงๆ ยังไม่ค่อยพร้อม เพราะงานมาก แต่ก็จะพยายามเขียนให้ต่อเนื่องกันไป เมื่อวานก็หยุดพักผ่อน ไปเขียนเรื่องอื่นไป
เท่าที่ประมวลอ่านความคิดเห็นหลายๆ คน ที่เป็นห่วงเรื่องการที่จะทิ้งแผ่นดิน มีประเด็นหลัก ๆ ที่พอจับความได้ ก็คือ เรื่องเงิน กับ เรื่องความกังวลทางด้านจิตใจ หรือความพร้อมนั่นเอง
การย้ายแผ่นดินอยู่ เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ในช่วงแรกนี้ จะขอพูดถึง เฉพาะการย้ายแผ่นดินออกจากถิ่นเกิด ที่ไม่ใช่การไปสร้างเป็นประเทศก่อนละกัน ส่วนกรณีการจะทิ้งแผ่นดิน ไป สร้างชาติแปลงเมืองกัน เราค่อยว่ากันเป็นลำดับภายหลังละกัน
การจะทิ้งแผ่นดิน ต้องการเพียงจิตใจที่พร้อมจะไป กับ ความตั้งใจที่จะไป ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น วันนี้จะขอยกตัวอย่างคนใกล้ตัว 3 คน เป็นตัวอย่างละกัน เป็นเรื่องจริง ๆที่จะเล่าให้ฟัง จะได้ไม่ต้องคิดมากเป็นหลักหรือวิชาการในวันนี้ ให้เป็นเรื่องเล่าละกัน
ผมมีเพื่อนที่สนิทมากคนนึง เป็นชาวมาเลเซีย ตอนนี้ก็ยังอยู่ในประเทศไทย มีภรรยาและลูก 2 คน เรียนโรงเรียนอินเตอร์อยู่ใน กทม ปัจจุบันอายุ 53 ปี ชีวิตวัยหนุ่มเขามีวิชาชีพทางด้านอสังหริมทรัพย์ แล้วประสบปัญหาขาดทุนเพราะการลดค่าเงินของมาเลเซียใน ปี 1987 ก่อนไทยเรา 10 ปี หมดเนื้อหมดตัว มีแต่ค่าเดินทาง ขึ้นรถบัสจากมาเลเซียเข้ามากรุงเทพ เพียงเพราะเพื่อนที่อยู่ทางนี้บอกให้มาได้ ทั้งตัวแทบไม่มีเงินติดตัวมาเลย มาอาศัยเพื่อนอยู่ได้ไม่กี่วันแถว ๆ คลองตัน สุดถนนเพชรบุรี
จู่ๆเพื่อนบอกมีธุระด่วนกลับมาเลเซีย ให้อยู่คนเดียวไปก่อน เดี๋ยวจะกลับมา ผ่านไปไม่กี่วัน แขกอินเดียเจ้าของแฟลตก็มาขอเก็บค่าห้อง เมื่อไม่มีเขาไล่ออกมา ล็อคประตูห้องจนกว่าจ่ายค่าห้องจึงเข้าพักได้ เขาต้องไปอาศัยนอนใต้สะพานคลองตันเกือบอาทิตย์นึงจนเพื่อนกลับมา เป็นการย้ายถิ่นมาโดยมือเปล่าจริงๆ ภาษาไทยก็พูดไม่ได้ซักคำ อยากกินไร ก็ต้องยืนดู ใช้ภาษาใบ้อย่างเดียว
แค่เพียงจะบอกว่า เขามาอยู่กรุงเทพมากกว่า 25 ปี โดยที่ทุกวันนี้ ยังใช้ Passport ท่องเที่ยว ตีตราเข้าออกครั้งละ 30 วัน มีคอนโดของตัวเองเกือบ 10 ห้อง มีรถหลายคัน และใช้ชีวิตเดินทางไปเกือบทุกจังหวัดของไทย รู้จักชื่อทุกแห่งที่เราถาม แต่ไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้เลย อาศัยอ่านป้ายภาษาอังกฤษตามทาง ถ้าไม่มีอังกฤษ เขาก็ต้องเสี่ยงๆไป แต่เขาพูดภาษาไทยได้แบบที่ถ้าไม่ตั้งใจฟังดีๆ จะไม่รู้ว่าเป็นคนต่างชาติเลย สำเนียงเพี้ยนไปนิดเดียว ความต้องการบวกกับความจำเป็น ทำให้คนเราสามารถไปอยู่ที่ไหนก็ได้ตามที่ต้องการโดยไม่จำเป็นต้องมีเงินก็ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ผมเกรงภรรยาเขาจะมาอ่านเจอแล้วพูดให้เขาฟัง เราเล่ากันแค่นี้ละกัน เพราะแฟนเขาก็เป็นเพื่อนในเฟสผมคนนึง
คนที่ 2 ที่จะเล่าให้ฟัง เป็นคนไทยรุ่นน้องผมหลายปี เคยมาปรึกษาผมเรื่องอยากเอาสินค้าจากอัฟริกา ที่ประเทศที่ถ้าเอ่ยชื่อ คนไทยน้อยคนที่จะรู้จัก เบอร์กิน่า ฟาร์โซ เป็นประเทศที่ไม่ติดทะเลเหมือนประเทศลาว ท่านคงสงสัยว่า เขาไปทำอะไรที่นั่น
เขาไปตั้งหลักแบบเสี่ยงๆไป แล้วลงเอยด้วยการ ซื้อถั่วลิสงจากที่นั่น มาขายส่งให้กับ โก๋แก่ ที่ทุกท่านอาจเคยได้ชิมกัน ถั่วอบกรอบโก๋แก่ ซื้อถั่วลิสงจากพรรคพวกผม ที่เอามาจากประเทศเบอร์กิน่า ฟาร์โซ ในอัฟริกา และเขาก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น มาถึงตอนนี้ ก็นับสิบปีแล้วล่ะ ที่ผมรู้จัก คือ เขาอยากเอาไม้มะค่าจากอัฟริกามาขายในไทย เขามาปรึกษาผม แต่ก็ไม่ได้มีการนำเข้ามา เพราะมีปัญหาที่ความไม่พร้อมของคุณภาพการผลิตในช่วงนั้น แต่ทุกวันนี้ ก็มีไม้มะค่าอัฟริกา เข้ามาขายอยู่ในไทยไม่น้อยเหมือนกัน
คนที่ 3 เป็นเพื่อนผู้หญิงรุ่นน้อง ชื่อเล่นชื่อ ตุ๊ก จำชื่อจริงไม่ได้เสียแล้ว เป็นคนชวนผมเข้าไปที่ประเทศไนจีเรีย ผมเข้าไปเป็นคนไทยคนที่ 29 เมื่อราว 10 กว่าปีที่ผ่านมา ตุ๊ก เขาค่อนข้างดังนิดนึงแล้ว เคยเป็นข่าวในนิตยสาร ประวัติของตุ๊ก เป็นสาวขายเสื้อผ้า รองเท้า ต่างๆ อยู่ในตลาดประตูน้ำบ้านเรา ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ จากประเทศไนจีเรียมาก (เพราะประชากร 25%ของอัฟริกา จะเป็นคนไนจีเรีย เนื่องจากไนจีเรียมีประชากรตอนนั้นราว 120 ล้านคน จากประชากรทั้งทวีปราว 400 ล้านคน)
ใหม่ๆก็ซื้อขายกันเงินสด พอหลายครั้งเข้า ก็ขายเครดิตกันไปบ้าง ไปๆมาๆ เงินของตุ๊กไปอยู่กับลูกค้าที่ไนจีเรียหมด แล้วเขาก็ไม่ยอมมากัน ที่มาก็แอบไปซื้อที่อื่น
ความคับแค้นใจและโกรธ ทำให้ตุ๊กตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางไปตามหนี้ถึงไนจีเรีย เมื่อไปถึงถิ่นตุ๊กก็ดูตลาด แล้วบอกตัวเองว่า แบบนี้ เราเอามาขายเองที่เมืองลากอส ในตลาดเองเลย เครดิตก็กล้าปล่อย ไม่ต้องกลัว เพราะเกาะติดพื้นที่อยู่แล้ว ชีวิตตุ๊กตอนนี้ ก็เลยประจำอยู่ที่ประเทศไนจีเรีย ซึ่งถ้าบอกเพิ่มเติม ท่านต้องตกใจ ว่า
ตุ๊ก เป็นที่ปรึกษาพิเศษจริงๆ ของ ประธานาธิบดี แห่ง ประเทศไนจีเรีย ในทุกวันนี้ ซึ่งตุ็กบอกผมว่า ถ้าพี่ต้องการหรือสนใจจะมาทำอะไรที่ไนจีเรีย ก็โทรบอกตุ๊กได้เลยนะคะ
เรื่องของตุ๊ก เป็นเรื่องยาว ผมไปอาศัยอยู่กินกับตุ๊กเพียงราว 2 สัปดาห์ ใน cabin แบบอเมริกันที่เป็นแคมป์ที่ฝรั่งสร้างขึ้นมา แต่ตุ๊กนำพาผมให้รู้จักกับไนจีเรียแบบถึงลูกถึงคน แบบเดินในตลาดคนดำกระชากไหล่ขอเงิน กินข้าวนึ่งที่อัฟริกาซื้อจากไทยไปหุงกินกัน ลัดเลาะไปดูการทำมาหากินและการเป็นอยู่ตั้งแต่ยาจก
ยันเศรษฐีไฮโชของไนจีเรีย พาผมไปพบกับรองประธานาธิบดี
ไปงานเลี้ยงของสถานทูตอเมริกาที่เชิญเจ้าหน้าที่การทูตมาปาร์ตี้กัน
เชิญผมไปสังสรรค์สังคมไฮโซ แต่ละคนล้วนเป็นระดับสูง เป็นเจ้าของธนาคาร ไม่ใช่แค่นายธนาคารธรรมดาๆ เป็นเจ้าของกิจการใหญ่ๆ ไปยอร์จ(เรีอยอร์จ)คลับริมน้ำ จัดงานเลี้ยงต้อนรับในหมู่คนไทยแนะนำคนไทยคนที่ 29 ที่ได้มาเยือนไนจีเรีย
ตอนนั้น ถ้าไม่ติดปัญหานิดเดียว ชีวิตผมสงสัยคงผูกพันกับไนจีเรียแน่นอน ปัญหามีเพียงนิดเดียว คือ ประเทศไนจีเรียตอนนั้น ไม่มีธนาคารใดๆของเขา สามารถออก L/C ได้เลย แล้ว สินค้าที่เขาจะเอา คือ ปูนซีเมนต์ที่ผมต้องส่งไปครั้งละลำเรือ ค่าเหมาเรือไป ผมติดต่อที่ไนจีเรีย คิดผม 32 ล้านบาทไทย ผมมาต่อรองที่สิงคโปร์ได้เพียง 18 ล้านบาท แค่ประหยัดค่าเรือก็เดินตัวปลิวแล้วล่ะ ผมจำไม่ได้แน่นอน คิดว่า ค่าปูนซีเมนต์ประมาณลำละ 60-70 ล้านบาท ซึ่งผมติดต่อโรงปูนในไทยทั้ง 3 โรงไว้หมดแล้ว ได้ราคาแบบสุดๆ เพราะเป็นช่วงหลังปี 2540 วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของไทย
ไนจีเรียเป็นประเทศหนึ่งของอัฟริกาที่น่าสนใจ เพราะมีประชากรมาก ตลาดใหญ่มากที่สุด
ผมยังมีช่องทางการทำมาหากิน แบบไม่ต้องเสี่ยงกันเลย ในดินแดนที่นี่ ในอีกหลายประเทศ ซึ่งถ้าเล่าให้ฟังจะยาว มันมีธุรกิจตัวหนึ่ง ที่คนไทยทำได้ แต่คนที่นั่นยังทำกันไม่เป็น ในหลายๆประเทศของอัฟริกา เป็นสินค้าที่ขายได้แน่นอน เพราะเป็นสินค้าสาธารณูปโภคที่สำคัญมากๆ ตัวนึง แล้วทุกประเทศเขาอยากได้แบบของไทย แต่ท่านเชื่อไหม คนไทยที่ชำนาญในธุรกิจนี้ กลับไม่มีใครอยากและยอมไป เราเก็บไว้เล่าต่อในตอนต่อไปละกัน
บังเอิญวันนี้ งานมาก สมองไม่ค่อยว่าง เลยขอเปลี่ยนเป็นเล่าประสบการณ์ให้ฟังกันเพลินๆ แบบพิมพ์ไปโดยไม่ต้องคิดไรมาก แค่เล่าสู่กันฟัง แล้วพบกันอีกที ตอนที่ 5 นะครับ
ไม่ว่าจะทิ้ง หรือ ย้ายแผ่นดิน ไม่ใช่สิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะเขาทำกันมามากมายทั่วโลก คนที่ไม่ได้อยู่ถิ่นเกิด มีไม่ใช่แค่นับสิบล้านคน แต่มีหลายๆ ร้อยล้านคน แล้วทำไมคนไทยถึงจะทิ้งแผ่นดินไม่ได้ เพียงความไม่กลัว ก็เท่ากับขาเริ่มก้าวแล้วล่ะ
ไม่เชื่อลองถามคนใกล้ตัว ไม่ว่าฐานะ หรือ ชนชั้นอะไร ท่านต้องมีเพื่อนที่ไปตั้งหลักปักฐานหรือไปทำงานใช้ชีวิตหรือเรียนหนังสือ อยู่ต่างแทน ท่านลองสอบถามคนที่ท่านรู้จักเหล่านั้น ส่วนเรื่องเล่าของผม ให้เป็นความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นละกัน
ส่วนการจะทิ้งแผ่นดิน ไปตั้งเป็นประเทศกันเลย ขี้นตอนมันมี แต่เราเก็บเอาไว้คุยกันในบทท้ายๆ ละกัน
เพจคนไทยจะทิ้งแผ่นดินขอขอบคุณ Surachai Vajira
https://www.facebook.com/surachai.k.varodom/posts/865590460148283
........................................................................................
ตอนที่ 4 คนไทยจะทิ้งแผ่นดิน #คนไทยจะทิ้งแผ่นดิน
จริงๆ ยังไม่ค่อยพร้อม เพราะงานมาก แต่ก็จะพยายามเขียนให้ต่อเนื่องกันไป เมื่อวานก็หยุดพักผ่อน ไปเขียนเรื่องอื่นไป
เท่าที่ประมวลอ่านความคิดเห็นหลายๆ คน ที่เป็นห่วงเรื่องการที่จะทิ้งแผ่นดิน มีประเด็นหลัก ๆ ที่พอจับความได้ ก็คือ เรื่องเงิน กับ เรื่องความกังวลทางด้านจิตใจ หรือความพร้อมนั่นเอง
การย้ายแผ่นดินอยู่ เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ในช่วงแรกนี้ จะขอพูดถึง เฉพาะการย้ายแผ่นดินออกจากถิ่นเกิด ที่ไม่ใช่การไปสร้างเป็นประเทศก่อนละกัน ส่วนกรณีการจะทิ้งแผ่นดิน ไป สร้างชาติแปลงเมืองกัน เราค่อยว่ากันเป็นลำดับภายหลังละกัน
การจะทิ้งแผ่นดิน ต้องการเพียงจิตใจที่พร้อมจะไป กับ ความตั้งใจที่จะไป ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น วันนี้จะขอยกตัวอย่างคนใกล้ตัว 3 คน เป็นตัวอย่างละกัน เป็นเรื่องจริง ๆที่จะเล่าให้ฟัง จะได้ไม่ต้องคิดมากเป็นหลักหรือวิชาการในวันนี้ ให้เป็นเรื่องเล่าละกัน
ผมมีเพื่อนที่สนิทมากคนนึง เป็นชาวมาเลเซีย ตอนนี้ก็ยังอยู่ในประเทศไทย มีภรรยาและลูก 2 คน เรียนโรงเรียนอินเตอร์อยู่ใน กทม ปัจจุบันอายุ 53 ปี ชีวิตวัยหนุ่มเขามีวิชาชีพทางด้านอสังหริมทรัพย์ แล้วประสบปัญหาขาดทุนเพราะการลดค่าเงินของมาเลเซียใน ปี 1987 ก่อนไทยเรา 10 ปี หมดเนื้อหมดตัว มีแต่ค่าเดินทาง ขึ้นรถบัสจากมาเลเซียเข้ามากรุงเทพ เพียงเพราะเพื่อนที่อยู่ทางนี้บอกให้มาได้ ทั้งตัวแทบไม่มีเงินติดตัวมาเลย มาอาศัยเพื่อนอยู่ได้ไม่กี่วันแถว ๆ คลองตัน สุดถนนเพชรบุรี
จู่ๆเพื่อนบอกมีธุระด่วนกลับมาเลเซีย ให้อยู่คนเดียวไปก่อน เดี๋ยวจะกลับมา ผ่านไปไม่กี่วัน แขกอินเดียเจ้าของแฟลตก็มาขอเก็บค่าห้อง เมื่อไม่มีเขาไล่ออกมา ล็อคประตูห้องจนกว่าจ่ายค่าห้องจึงเข้าพักได้ เขาต้องไปอาศัยนอนใต้สะพานคลองตันเกือบอาทิตย์นึงจนเพื่อนกลับมา เป็นการย้ายถิ่นมาโดยมือเปล่าจริงๆ ภาษาไทยก็พูดไม่ได้ซักคำ อยากกินไร ก็ต้องยืนดู ใช้ภาษาใบ้อย่างเดียว
แค่เพียงจะบอกว่า เขามาอยู่กรุงเทพมากกว่า 25 ปี โดยที่ทุกวันนี้ ยังใช้ Passport ท่องเที่ยว ตีตราเข้าออกครั้งละ 30 วัน มีคอนโดของตัวเองเกือบ 10 ห้อง มีรถหลายคัน และใช้ชีวิตเดินทางไปเกือบทุกจังหวัดของไทย รู้จักชื่อทุกแห่งที่เราถาม แต่ไม่สามารถอ่านภาษาไทยได้เลย อาศัยอ่านป้ายภาษาอังกฤษตามทาง ถ้าไม่มีอังกฤษ เขาก็ต้องเสี่ยงๆไป แต่เขาพูดภาษาไทยได้แบบที่ถ้าไม่ตั้งใจฟังดีๆ จะไม่รู้ว่าเป็นคนต่างชาติเลย สำเนียงเพี้ยนไปนิดเดียว ความต้องการบวกกับความจำเป็น ทำให้คนเราสามารถไปอยู่ที่ไหนก็ได้ตามที่ต้องการโดยไม่จำเป็นต้องมีเงินก็ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ผมเกรงภรรยาเขาจะมาอ่านเจอแล้วพูดให้เขาฟัง เราเล่ากันแค่นี้ละกัน เพราะแฟนเขาก็เป็นเพื่อนในเฟสผมคนนึง
คนที่ 2 ที่จะเล่าให้ฟัง เป็นคนไทยรุ่นน้องผมหลายปี เคยมาปรึกษาผมเรื่องอยากเอาสินค้าจากอัฟริกา ที่ประเทศที่ถ้าเอ่ยชื่อ คนไทยน้อยคนที่จะรู้จัก เบอร์กิน่า ฟาร์โซ เป็นประเทศที่ไม่ติดทะเลเหมือนประเทศลาว ท่านคงสงสัยว่า เขาไปทำอะไรที่นั่น
เขาไปตั้งหลักแบบเสี่ยงๆไป แล้วลงเอยด้วยการ ซื้อถั่วลิสงจากที่นั่น มาขายส่งให้กับ โก๋แก่ ที่ทุกท่านอาจเคยได้ชิมกัน ถั่วอบกรอบโก๋แก่ ซื้อถั่วลิสงจากพรรคพวกผม ที่เอามาจากประเทศเบอร์กิน่า ฟาร์โซ ในอัฟริกา และเขาก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น มาถึงตอนนี้ ก็นับสิบปีแล้วล่ะ ที่ผมรู้จัก คือ เขาอยากเอาไม้มะค่าจากอัฟริกามาขายในไทย เขามาปรึกษาผม แต่ก็ไม่ได้มีการนำเข้ามา เพราะมีปัญหาที่ความไม่พร้อมของคุณภาพการผลิตในช่วงนั้น แต่ทุกวันนี้ ก็มีไม้มะค่าอัฟริกา เข้ามาขายอยู่ในไทยไม่น้อยเหมือนกัน
คนที่ 3 เป็นเพื่อนผู้หญิงรุ่นน้อง ชื่อเล่นชื่อ ตุ๊ก จำชื่อจริงไม่ได้เสียแล้ว เป็นคนชวนผมเข้าไปที่ประเทศไนจีเรีย ผมเข้าไปเป็นคนไทยคนที่ 29 เมื่อราว 10 กว่าปีที่ผ่านมา ตุ๊ก เขาค่อนข้างดังนิดนึงแล้ว เคยเป็นข่าวในนิตยสาร ประวัติของตุ๊ก เป็นสาวขายเสื้อผ้า รองเท้า ต่างๆ อยู่ในตลาดประตูน้ำบ้านเรา ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ จากประเทศไนจีเรียมาก (เพราะประชากร 25%ของอัฟริกา จะเป็นคนไนจีเรีย เนื่องจากไนจีเรียมีประชากรตอนนั้นราว 120 ล้านคน จากประชากรทั้งทวีปราว 400 ล้านคน)
ใหม่ๆก็ซื้อขายกันเงินสด พอหลายครั้งเข้า ก็ขายเครดิตกันไปบ้าง ไปๆมาๆ เงินของตุ๊กไปอยู่กับลูกค้าที่ไนจีเรียหมด แล้วเขาก็ไม่ยอมมากัน ที่มาก็แอบไปซื้อที่อื่น
ความคับแค้นใจและโกรธ ทำให้ตุ๊กตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางไปตามหนี้ถึงไนจีเรีย เมื่อไปถึงถิ่นตุ๊กก็ดูตลาด แล้วบอกตัวเองว่า แบบนี้ เราเอามาขายเองที่เมืองลากอส ในตลาดเองเลย เครดิตก็กล้าปล่อย ไม่ต้องกลัว เพราะเกาะติดพื้นที่อยู่แล้ว ชีวิตตุ๊กตอนนี้ ก็เลยประจำอยู่ที่ประเทศไนจีเรีย ซึ่งถ้าบอกเพิ่มเติม ท่านต้องตกใจ ว่า
ตุ๊ก เป็นที่ปรึกษาพิเศษจริงๆ ของ ประธานาธิบดี แห่ง ประเทศไนจีเรีย ในทุกวันนี้ ซึ่งตุ็กบอกผมว่า ถ้าพี่ต้องการหรือสนใจจะมาทำอะไรที่ไนจีเรีย ก็โทรบอกตุ๊กได้เลยนะคะ
เรื่องของตุ๊ก เป็นเรื่องยาว ผมไปอาศัยอยู่กินกับตุ๊กเพียงราว 2 สัปดาห์ ใน cabin แบบอเมริกันที่เป็นแคมป์ที่ฝรั่งสร้างขึ้นมา แต่ตุ๊กนำพาผมให้รู้จักกับไนจีเรียแบบถึงลูกถึงคน แบบเดินในตลาดคนดำกระชากไหล่ขอเงิน กินข้าวนึ่งที่อัฟริกาซื้อจากไทยไปหุงกินกัน ลัดเลาะไปดูการทำมาหากินและการเป็นอยู่ตั้งแต่ยาจก
ยันเศรษฐีไฮโชของไนจีเรีย พาผมไปพบกับรองประธานาธิบดี
ไปงานเลี้ยงของสถานทูตอเมริกาที่เชิญเจ้าหน้าที่การทูตมาปาร์ตี้กัน
เชิญผมไปสังสรรค์สังคมไฮโซ แต่ละคนล้วนเป็นระดับสูง เป็นเจ้าของธนาคาร ไม่ใช่แค่นายธนาคารธรรมดาๆ เป็นเจ้าของกิจการใหญ่ๆ ไปยอร์จ(เรีอยอร์จ)คลับริมน้ำ จัดงานเลี้ยงต้อนรับในหมู่คนไทยแนะนำคนไทยคนที่ 29 ที่ได้มาเยือนไนจีเรีย
ตอนนั้น ถ้าไม่ติดปัญหานิดเดียว ชีวิตผมสงสัยคงผูกพันกับไนจีเรียแน่นอน ปัญหามีเพียงนิดเดียว คือ ประเทศไนจีเรียตอนนั้น ไม่มีธนาคารใดๆของเขา สามารถออก L/C ได้เลย แล้ว สินค้าที่เขาจะเอา คือ ปูนซีเมนต์ที่ผมต้องส่งไปครั้งละลำเรือ ค่าเหมาเรือไป ผมติดต่อที่ไนจีเรีย คิดผม 32 ล้านบาทไทย ผมมาต่อรองที่สิงคโปร์ได้เพียง 18 ล้านบาท แค่ประหยัดค่าเรือก็เดินตัวปลิวแล้วล่ะ ผมจำไม่ได้แน่นอน คิดว่า ค่าปูนซีเมนต์ประมาณลำละ 60-70 ล้านบาท ซึ่งผมติดต่อโรงปูนในไทยทั้ง 3 โรงไว้หมดแล้ว ได้ราคาแบบสุดๆ เพราะเป็นช่วงหลังปี 2540 วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของไทย
ไนจีเรียเป็นประเทศหนึ่งของอัฟริกาที่น่าสนใจ เพราะมีประชากรมาก ตลาดใหญ่มากที่สุด
ผมยังมีช่องทางการทำมาหากิน แบบไม่ต้องเสี่ยงกันเลย ในดินแดนที่นี่ ในอีกหลายประเทศ ซึ่งถ้าเล่าให้ฟังจะยาว มันมีธุรกิจตัวหนึ่ง ที่คนไทยทำได้ แต่คนที่นั่นยังทำกันไม่เป็น ในหลายๆประเทศของอัฟริกา เป็นสินค้าที่ขายได้แน่นอน เพราะเป็นสินค้าสาธารณูปโภคที่สำคัญมากๆ ตัวนึง แล้วทุกประเทศเขาอยากได้แบบของไทย แต่ท่านเชื่อไหม คนไทยที่ชำนาญในธุรกิจนี้ กลับไม่มีใครอยากและยอมไป เราเก็บไว้เล่าต่อในตอนต่อไปละกัน
บังเอิญวันนี้ งานมาก สมองไม่ค่อยว่าง เลยขอเปลี่ยนเป็นเล่าประสบการณ์ให้ฟังกันเพลินๆ แบบพิมพ์ไปโดยไม่ต้องคิดไรมาก แค่เล่าสู่กันฟัง แล้วพบกันอีกที ตอนที่ 5 นะครับ
ไม่ว่าจะทิ้ง หรือ ย้ายแผ่นดิน ไม่ใช่สิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะเขาทำกันมามากมายทั่วโลก คนที่ไม่ได้อยู่ถิ่นเกิด มีไม่ใช่แค่นับสิบล้านคน แต่มีหลายๆ ร้อยล้านคน แล้วทำไมคนไทยถึงจะทิ้งแผ่นดินไม่ได้ เพียงความไม่กลัว ก็เท่ากับขาเริ่มก้าวแล้วล่ะ
ไม่เชื่อลองถามคนใกล้ตัว ไม่ว่าฐานะ หรือ ชนชั้นอะไร ท่านต้องมีเพื่อนที่ไปตั้งหลักปักฐานหรือไปทำงานใช้ชีวิตหรือเรียนหนังสือ อยู่ต่างแทน ท่านลองสอบถามคนที่ท่านรู้จักเหล่านั้น ส่วนเรื่องเล่าของผม ให้เป็นความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นละกัน
ส่วนการจะทิ้งแผ่นดิน ไปตั้งเป็นประเทศกันเลย ขี้นตอนมันมี แต่เราเก็บเอาไว้คุยกันในบทท้ายๆ ละกัน
เพจคนไทยจะทิ้งแผ่นดินขอขอบคุณ Surachai Vajira
https://www.facebook.com/surachai.k.varodom/posts/865590460148283
