สาส์น เส้นทางใหม่17: เรื่อง เสียงจากผู้รู้ ตอน " นี่ไม่ใช่การย้ายถิ่นฐานครั้งแรก "
ตอนที่ 3 คนไทยจะทิ้งแผ่นดิน
ตอนนี้ค่อนข้างยาว เพราะเป็นวันเสาร์น่ะครับ
ก่อนเราไปกันไกล เราควรมาทำความเข้าใจเรื่องการทิ้งแผ่นดิน ในเชิงวิชาการด้านประชากรศาสตร์ กันก่อน ว่าการคิดและจะทิ้งแผ่นดินนี่ เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมมนุษย์มาแต่ไหนแต่ไร คนไทยในอดีต เราก็ยังไม่แน่ใจว่า ตั้งรกรากหรืออพยพมาจากที่ใดกัน ยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่แน่นอนว่า คนไทยที่ใช้ชีวิตกันอยู่เดี๋ยวนี้ในปัจจุบันของเรานี้ เราอพยพกันมาจากแหล่งอื่น หรือ เป็นคนดั้งเดิมที่ใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนนี้กันแน่ หรือว่า มีทั้งสองอย่างผสมผสานกัน
แต่การอพยพและย้ายถิ่นฐานของมนุษย์มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่างที่ทำให้ เกิดการตัดสินใจย้ายถิ่นฐานกันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นเพราะความแร้นแค้นทางภูมิประเทศ ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ การอพยพเพื่อหนีภัยธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งภัยสงครามที่เกิดขึ้นในอดีต แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ การทิ้งถิ่นฐานเพราะความไม่สามารถปรองดองหรือยอมกันได้ทางความคิด ความเชื่อ ศาสนา รวมทั้งปัญหาทางการเมือง ซึ่งการจะทิ้งแผ่นดินในประการหลังนี้ ถือเป็นการจะทิ้งแผ่นดินที่สำคัญ และหนักหนาที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
ตามประวัติศาสตร์ไทยและลาวเดิมมา ก็ว่ากันว่าอพยพหนีภัยจากการรุกรานของการขยายของอาณาจักรของจีน ชาวอเมริกันในปัจจุบันทั้งชาติ ก็เป็นคนต่างชาติที่อพยพทิ้งแผ่นดินเก่าทั้งสิ้น คนอังกฤษ คนไอร์แลนด์ คนยิว เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศา ล้วนหนีภัยความเชื่อทางศาสนาที่ขัดแย้งกับความเชื่อทางศาสนาของฝ่ายอำนาจรัฐ ยอมอพยพทิ้งแผ่นดิน เพื่อความเชื่อที่แตกต่างของตน ไม่ต้องการอยู่ภายใต้ความเชื่อของฝ่ายผู้ปกครอง ซึ่งการอพยพด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ มักเป็นอพยพที่ยิ่งใหญ่และมีจำนวนคนเข้าร่วมมากมายหลายชนชั้น หลากหลายความคิดหรือแม้วัฒนธรรมที่แตกต่าง นั่นเป็นการอพยพเมื่อกว่าหลายร้อยปีที่แล้วมา ที่คนเราอยากอพยพกันเพียงเพื่อเสรีภาพทางความคิด ความเชื่อ จนกลายเป็น ความเป็นอเมริกันที่ยึดมั่นกันมาจนถึงปัจจุบันที่เขาภาคภูมิใจในการตัดสินใจ ของบรรพบุรุษในครั้งนั้น
แต่การอพยพยอมทิ้งแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ใกล้ๆเมื่อ 40-50 ปีมานี้เอง การคือ การอพยพหนีภัยการสู้รบและลัทธิทางการเมืองที่ประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ยอมทิ้งถิ่นฐานกันแบบหมดเนื้อหมดตัว ก็คือ การอพยพลี้ภัยของคนอินโดจีน 3 ประเทศ เมื่อคราวสิ้นสุดสงครามอินโดจีนในเวียตนาม ลาว และเขมร จำนวนผู้อพยพรวมกันนับล้านคน ที่เสี่ยงภัยทิ้งแผ่นดินทั้งทางบกและทางทะซึ่งต่อมากระจายไปทั่วโลก โดยมีประเทศต่างๆช่วยกันรับเข้าไปตั้งหลักปักฐาน และที่มากที่สุดน่าจะเป็นการย้ายถิ่นเข้าไปในอเมริกาและฝรั่งเศส เพราะเป็นตัวการที่สร้างปัญหาก่อนเกิดสงครามอินโดจีนนั่นเอง การอพยพลักษณะนี้ เราเรียกกันว่า เป็นการลี้ภัยทางการเมือง
แต่การอพยพที่เป็นความเต็มใจจนกลายเป็นวัฒนธรรมการอพยพทิ้งแผ่นดินที่น่า สนใจ น่าจะเป็นคนเชื้อชาติจีนเริ่มตั้งแต่สมัยถูกหลอกให้ไปเป็นแรงงานก่อสร้างทาง รถไฟในอเมริกา และคนเชื้อชาติอินเดีย ที่นิยมทิ้งแผ่นดินไปหาโอกาสทางชีวิตที่ดีกว่าในต่างแดนโดยเฉพาะในเอเซียอา คเณย์ จนกลายเป็นวัฒนธรรมทางชนชาติของคนสองเผ่านี้ ที่นิยมและไม่กลัวการอพยพไปตายเอาดาบหน้า ทั้งคนมีหรือคนจน ล้วนกล้าเสี่ยงที่จะออกไปผจญภัยในต่างแดน จนคนสองชาตินี้อยู่กันเต็มไปหมดทั่วไปในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทุก ประเทศ นั่นเป็นวัฒนธรรมเฉพาะของชนชาติที่ชอบและไม่กล้วการอพยพจนการอพยพทิ้งถิ่น ฐานเป็นความคิดที่ฝังลึกเข้าไปในสายเลือดเลย ถ้าใครเคยคุยเรื่องการทิ้งถิ่นฐานอพยพไปที่ใหม่ที่บอกว่าดีกว่า คนสองชาตินี้จะตอบรับด้วยความสนใจและหูผึ่งกันเลยทีเดียว
แต่คนไทยลาวเราขาดวัฒนธรรมตัวนี้ จึงทำให้มีความรู้สึกว่า การทิ้งถิ่นฐานเป็นเรื่องใหญ่โตและเสี่ยงมาก วัฒนธรรมไทยลาวเป็นวัฒนธรรมที่กลัวความเสี่ยงเป็นทุนเดิมเนื่องด้วยวัฒนธรรม ที่ค่อนข้างสงบสุขและผืนแผ่นดินเอื้ออำนวยต่อการกสิกรรมจนไม่เคยพบกับความ ยากลำบากทางเศรษฐกิจที่รุนแรง ประกอบกับภัยทางการเมืองในสองประเทศนี้ มักลงเอยด้วยความรอมชอม ความรุนแรงมักจำกัดเพียงชนชั้นปกครองที่ขัดแย้งและทำลายตระกูลกันเอง ประชาชนทั่วไปมักไม่ได้กระทบจนขาดความเชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัย จึงทำให้การคิดที่จะทิ้งแผ่นดินเป็นเรื่องที่แทบจะไม่เคยมีในสมองเลย สาเหตุปัจจุบันที่เกิดความคิดนี้ขึ้นมา น่าจะมาจากความรู้สึกที่ขาดความเป็นธรรมในสังคม มีการแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย มีการฆ่าล้างกันโดยเลือดเย็น ที่ก่อให้เกิดเป็นความคับแค้นทางจิตใจ ประกอบกับการขาดความไว้เนื้อเชื่อใจของผู้มีอำนาจทางการเมืองที่ไม่ไว้วางใจ และมองประชาชนเป็นศัตรูทางการเมือง จึงก่อให้เกิดความคิดย้ายถิ่นฐานเป็น "คนไทยจะทิ้งแผ่นดิน" กันขึ้นมา
ดังที่ได้กล่าวในตอน 2 มาแล้วว่า คนจีนและคนเวียตนามอพยพมาทำมาหากินกันในลาวไม่ใช่น้อยๆเลย ที่อำเภอแม่สายมีหมู่บ้านหนึ่ง คือหมู่ 10 ต.แม่สาย อ.แม่สาย ที่ติดกับชายแดนพม่า ทั้งหมู่บ้านทุกครัวเรีอนเป็นคนสิงคโปร์ที่มามีเมียคนไทยทั้งหมดเลย ฝรั่งยุโรปหรือคนตะวันตกจำนวนเกือบ 60,000 คนในขอนแก่น อีกเกือบ 40,000 คนในอุดรธานี รวมมามีเมียคนไทยในภาคอีสานภาคเดียวไม่น้อยกว่า2-300,000 คน ล้วนถือว่าเป็นการทิ้งแผ่นดินมาใช้ชีวิตในต่างแดนกันทั้งสิ้น ส่วนทางภาคเหนือ คนที่มาแต่งงานและลงหลักปักฐานกับภรรยาที่เป็นคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นชาวเอเซีย เช่น จีนมาเลเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ รวมกันไม่ต่ำกว่า100,000 คน ทั้งนี้ยังไม่กล่าวถึงที่พัทยาที่หลายท่านคงพอรู้กันดี
คนเกาหลี คนญี่ปุ่น หรือแม้แต่คนไทยก็อพยพกันไปอยู่ที่อเมริกากันไม่ใช่น้อย จนไปเกิดเป็น Korean Town, Japanese Town จนถึง Thai Town ยังไม่นับรวมคนไต้หวันและอินเดีย ทั้งหมดนี้ที่เล่านี้ เป็นการอพยพแบบเอกชนทิ้งแผ่นดินกันเอง และก็ทำต่อเนื่องกันมาแล้วหลายสิบปีตลอดมา ล้วนเป็นการอพยพที่ทิ้งแผ่นดินกันทั้งสิ้น แต่ยังไม่เป็นการอพยพแบบตั้งใจจะตั้งประเทศใหม่กันเลยทีเดียว เป็นการอพยพไปตั้งอาณาจักรเล็กๆเป็นสังคมของกลุ่มของตนในสังคมใหญ่ที่มี เสรีภาพอีกทีหนึ่ง ดังนั้น เราจึงต้องเข้าไปและคิดกันก่อนว่า การคิดที่จะทิ้งแผ่นดิน ไม่ใช่สิ่งที่เหลือเชื่อหรือทำไม่ได้แต่อย่างไร
แต่การอพยพไปตั้งรกรากในอเมริกาในอดีตเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้วมา และการย้ายของประชากรคนเชื้อชาติยิว หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาก่อตั้งเป็น ประเทศ อิสราเอล เป็นการทิ้งแผ่นดินเพื่อไปสร้างประเทศใหม่กันอย่างจริงจัง ทั้ง 2 กรณี เกิดขึ้นความคับแค้นใจทางการเมืองในประเทศเดิมที่ตนอาศัยอยู่และปรารถนาที่ จะย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากกันใหม่ในดินแดนแห่งเสรีภาพและดำรงความเป็นเสรีชน ที่มีความคิดความเชื่อของตนที่ต้องการจะปกปักรักษาไว้ เป็นความเต็มใจในการที่จะทิ้งแผ่นดินเดิม โดยที่ได้ทราบอนาคตและชะตากรรมในแผ่นดินใหม่ด้วยซ้ำไปว่า จะต้องพบกับความยากลำบากในการสร้างชาติใหม่ที่ลำบากยากเย็นแต่ด้วยความเต็ม ใจ
ความคิดที่จะทิ้งแผ่นดินในกรณีดังกล่าว จึงเป็นความคิดของคน ที่ไม่ต้องการทนต่อการกดขี่ที่ไม่เป็นธรรม หรือถูกเหยียดหยาม ปองร้าย จากอำนาจรัฐของการปกครองในดินแดนที่เขาเหล่านั้นต้องทนอยู่ ดังคำกล่าวที่ว่า คับที่อยู่ได้ และคับใจอยู่ยาก
ถ้าเขียนต่อ น่าจะอีกยาว คงต้องยุติเพียงแค่นี้ก่อน แล้วเราค่อยไปต่อกันตอนใหม่อีกที สิ่งที่อยากบอกเพิ่มเติมที่ท่านทั้งหลายอาจ งง ว่า ตัวเลขคนต่างชาติที่มาอยู่ในไทยและท้องถิ่นที่ไปอยู่กัน ทราบมาได้อย่างไร ถ้าบอกว่า มาจากคนต่างชาตินั่นแหละ ไม่ใช่ตัวเลขของทางราชการ เพราะทางราชการไม่ได้สำรวจทำกันเป็นสถิติแบบที่ทาง คสช คงกำลังคิดที่จะทำตามข่าวหลังการรัฐประหารที่ให้คนต่างชาติแจ้งที่อยู่ของ แต่ละคนว่า ไปพักอยู่ที่ใด แต่ข้อมูลของผมที่ได้มา ขอรับรองความถูกต้อง หน่วยงานใดจะโต้แย้ง โปรดแจ้งมาได้เลยนะครับ
ฝากแทกไว้ที่เพจ คนไทยจะทิ้งแผ่นดิน ด้วยครับ เพื่อเป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเพิ่มเติม แล้วนำไปขยายเสวนาให้เป็นเรื่องเป็นราวกันต่อไป ขอบคุณครับ
เพจคนไทยจะทิ้งแผ่นดินขอขอบคุณ Surachai Vajira
https://www.facebook.com/surachai.k.varodom/posts/864113380295991
ตอนที่ 3 คนไทยจะทิ้งแผ่นดิน
ตอนนี้ค่อนข้างยาว เพราะเป็นวันเสาร์น่ะครับ
ก่อนเราไปกันไกล เราควรมาทำความเข้าใจเรื่องการทิ้งแผ่นดิน ในเชิงวิชาการด้านประชากรศาสตร์ กันก่อน ว่าการคิดและจะทิ้งแผ่นดินนี่ เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมมนุษย์มาแต่ไหนแต่ไร คนไทยในอดีต เราก็ยังไม่แน่ใจว่า ตั้งรกรากหรืออพยพมาจากที่ใดกัน ยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่แน่นอนว่า คนไทยที่ใช้ชีวิตกันอยู่เดี๋ยวนี้ในปัจจุบันของเรานี้ เราอพยพกันมาจากแหล่งอื่น หรือ เป็นคนดั้งเดิมที่ใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนนี้กันแน่ หรือว่า มีทั้งสองอย่างผสมผสานกัน
แต่การอพยพและย้ายถิ่นฐานของมนุษย์มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายอย่างที่ทำให้ เกิดการตัดสินใจย้ายถิ่นฐานกันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นเพราะความแร้นแค้นทางภูมิประเทศ ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ การอพยพเพื่อหนีภัยธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งภัยสงครามที่เกิดขึ้นในอดีต แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ การทิ้งถิ่นฐานเพราะความไม่สามารถปรองดองหรือยอมกันได้ทางความคิด ความเชื่อ ศาสนา รวมทั้งปัญหาทางการเมือง ซึ่งการจะทิ้งแผ่นดินในประการหลังนี้ ถือเป็นการจะทิ้งแผ่นดินที่สำคัญ และหนักหนาที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
ตามประวัติศาสตร์ไทยและลาวเดิมมา ก็ว่ากันว่าอพยพหนีภัยจากการรุกรานของการขยายของอาณาจักรของจีน ชาวอเมริกันในปัจจุบันทั้งชาติ ก็เป็นคนต่างชาติที่อพยพทิ้งแผ่นดินเก่าทั้งสิ้น คนอังกฤษ คนไอร์แลนด์ คนยิว เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศา ล้วนหนีภัยความเชื่อทางศาสนาที่ขัดแย้งกับความเชื่อทางศาสนาของฝ่ายอำนาจรัฐ ยอมอพยพทิ้งแผ่นดิน เพื่อความเชื่อที่แตกต่างของตน ไม่ต้องการอยู่ภายใต้ความเชื่อของฝ่ายผู้ปกครอง ซึ่งการอพยพด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ มักเป็นอพยพที่ยิ่งใหญ่และมีจำนวนคนเข้าร่วมมากมายหลายชนชั้น หลากหลายความคิดหรือแม้วัฒนธรรมที่แตกต่าง นั่นเป็นการอพยพเมื่อกว่าหลายร้อยปีที่แล้วมา ที่คนเราอยากอพยพกันเพียงเพื่อเสรีภาพทางความคิด ความเชื่อ จนกลายเป็น ความเป็นอเมริกันที่ยึดมั่นกันมาจนถึงปัจจุบันที่เขาภาคภูมิใจในการตัดสินใจ ของบรรพบุรุษในครั้งนั้น
แต่การอพยพยอมทิ้งแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ใกล้ๆเมื่อ 40-50 ปีมานี้เอง การคือ การอพยพหนีภัยการสู้รบและลัทธิทางการเมืองที่ประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ยอมทิ้งถิ่นฐานกันแบบหมดเนื้อหมดตัว ก็คือ การอพยพลี้ภัยของคนอินโดจีน 3 ประเทศ เมื่อคราวสิ้นสุดสงครามอินโดจีนในเวียตนาม ลาว และเขมร จำนวนผู้อพยพรวมกันนับล้านคน ที่เสี่ยงภัยทิ้งแผ่นดินทั้งทางบกและทางทะซึ่งต่อมากระจายไปทั่วโลก โดยมีประเทศต่างๆช่วยกันรับเข้าไปตั้งหลักปักฐาน และที่มากที่สุดน่าจะเป็นการย้ายถิ่นเข้าไปในอเมริกาและฝรั่งเศส เพราะเป็นตัวการที่สร้างปัญหาก่อนเกิดสงครามอินโดจีนนั่นเอง การอพยพลักษณะนี้ เราเรียกกันว่า เป็นการลี้ภัยทางการเมือง
แต่การอพยพที่เป็นความเต็มใจจนกลายเป็นวัฒนธรรมการอพยพทิ้งแผ่นดินที่น่า สนใจ น่าจะเป็นคนเชื้อชาติจีนเริ่มตั้งแต่สมัยถูกหลอกให้ไปเป็นแรงงานก่อสร้างทาง รถไฟในอเมริกา และคนเชื้อชาติอินเดีย ที่นิยมทิ้งแผ่นดินไปหาโอกาสทางชีวิตที่ดีกว่าในต่างแดนโดยเฉพาะในเอเซียอา คเณย์ จนกลายเป็นวัฒนธรรมทางชนชาติของคนสองเผ่านี้ ที่นิยมและไม่กลัวการอพยพไปตายเอาดาบหน้า ทั้งคนมีหรือคนจน ล้วนกล้าเสี่ยงที่จะออกไปผจญภัยในต่างแดน จนคนสองชาตินี้อยู่กันเต็มไปหมดทั่วไปในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทุก ประเทศ นั่นเป็นวัฒนธรรมเฉพาะของชนชาติที่ชอบและไม่กล้วการอพยพจนการอพยพทิ้งถิ่น ฐานเป็นความคิดที่ฝังลึกเข้าไปในสายเลือดเลย ถ้าใครเคยคุยเรื่องการทิ้งถิ่นฐานอพยพไปที่ใหม่ที่บอกว่าดีกว่า คนสองชาตินี้จะตอบรับด้วยความสนใจและหูผึ่งกันเลยทีเดียว
แต่คนไทยลาวเราขาดวัฒนธรรมตัวนี้ จึงทำให้มีความรู้สึกว่า การทิ้งถิ่นฐานเป็นเรื่องใหญ่โตและเสี่ยงมาก วัฒนธรรมไทยลาวเป็นวัฒนธรรมที่กลัวความเสี่ยงเป็นทุนเดิมเนื่องด้วยวัฒนธรรม ที่ค่อนข้างสงบสุขและผืนแผ่นดินเอื้ออำนวยต่อการกสิกรรมจนไม่เคยพบกับความ ยากลำบากทางเศรษฐกิจที่รุนแรง ประกอบกับภัยทางการเมืองในสองประเทศนี้ มักลงเอยด้วยความรอมชอม ความรุนแรงมักจำกัดเพียงชนชั้นปกครองที่ขัดแย้งและทำลายตระกูลกันเอง ประชาชนทั่วไปมักไม่ได้กระทบจนขาดความเชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัย จึงทำให้การคิดที่จะทิ้งแผ่นดินเป็นเรื่องที่แทบจะไม่เคยมีในสมองเลย สาเหตุปัจจุบันที่เกิดความคิดนี้ขึ้นมา น่าจะมาจากความรู้สึกที่ขาดความเป็นธรรมในสังคม มีการแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย มีการฆ่าล้างกันโดยเลือดเย็น ที่ก่อให้เกิดเป็นความคับแค้นทางจิตใจ ประกอบกับการขาดความไว้เนื้อเชื่อใจของผู้มีอำนาจทางการเมืองที่ไม่ไว้วางใจ และมองประชาชนเป็นศัตรูทางการเมือง จึงก่อให้เกิดความคิดย้ายถิ่นฐานเป็น "คนไทยจะทิ้งแผ่นดิน" กันขึ้นมา
ดังที่ได้กล่าวในตอน 2 มาแล้วว่า คนจีนและคนเวียตนามอพยพมาทำมาหากินกันในลาวไม่ใช่น้อยๆเลย ที่อำเภอแม่สายมีหมู่บ้านหนึ่ง คือหมู่ 10 ต.แม่สาย อ.แม่สาย ที่ติดกับชายแดนพม่า ทั้งหมู่บ้านทุกครัวเรีอนเป็นคนสิงคโปร์ที่มามีเมียคนไทยทั้งหมดเลย ฝรั่งยุโรปหรือคนตะวันตกจำนวนเกือบ 60,000 คนในขอนแก่น อีกเกือบ 40,000 คนในอุดรธานี รวมมามีเมียคนไทยในภาคอีสานภาคเดียวไม่น้อยกว่า2-300,000 คน ล้วนถือว่าเป็นการทิ้งแผ่นดินมาใช้ชีวิตในต่างแดนกันทั้งสิ้น ส่วนทางภาคเหนือ คนที่มาแต่งงานและลงหลักปักฐานกับภรรยาที่เป็นคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นชาวเอเซีย เช่น จีนมาเลเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ รวมกันไม่ต่ำกว่า100,000 คน ทั้งนี้ยังไม่กล่าวถึงที่พัทยาที่หลายท่านคงพอรู้กันดี
คนเกาหลี คนญี่ปุ่น หรือแม้แต่คนไทยก็อพยพกันไปอยู่ที่อเมริกากันไม่ใช่น้อย จนไปเกิดเป็น Korean Town, Japanese Town จนถึง Thai Town ยังไม่นับรวมคนไต้หวันและอินเดีย ทั้งหมดนี้ที่เล่านี้ เป็นการอพยพแบบเอกชนทิ้งแผ่นดินกันเอง และก็ทำต่อเนื่องกันมาแล้วหลายสิบปีตลอดมา ล้วนเป็นการอพยพที่ทิ้งแผ่นดินกันทั้งสิ้น แต่ยังไม่เป็นการอพยพแบบตั้งใจจะตั้งประเทศใหม่กันเลยทีเดียว เป็นการอพยพไปตั้งอาณาจักรเล็กๆเป็นสังคมของกลุ่มของตนในสังคมใหญ่ที่มี เสรีภาพอีกทีหนึ่ง ดังนั้น เราจึงต้องเข้าไปและคิดกันก่อนว่า การคิดที่จะทิ้งแผ่นดิน ไม่ใช่สิ่งที่เหลือเชื่อหรือทำไม่ได้แต่อย่างไร
แต่การอพยพไปตั้งรกรากในอเมริกาในอดีตเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้วมา และการย้ายของประชากรคนเชื้อชาติยิว หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาก่อตั้งเป็น ประเทศ อิสราเอล เป็นการทิ้งแผ่นดินเพื่อไปสร้างประเทศใหม่กันอย่างจริงจัง ทั้ง 2 กรณี เกิดขึ้นความคับแค้นใจทางการเมืองในประเทศเดิมที่ตนอาศัยอยู่และปรารถนาที่ จะย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากกันใหม่ในดินแดนแห่งเสรีภาพและดำรงความเป็นเสรีชน ที่มีความคิดความเชื่อของตนที่ต้องการจะปกปักรักษาไว้ เป็นความเต็มใจในการที่จะทิ้งแผ่นดินเดิม โดยที่ได้ทราบอนาคตและชะตากรรมในแผ่นดินใหม่ด้วยซ้ำไปว่า จะต้องพบกับความยากลำบากในการสร้างชาติใหม่ที่ลำบากยากเย็นแต่ด้วยความเต็ม ใจ
ความคิดที่จะทิ้งแผ่นดินในกรณีดังกล่าว จึงเป็นความคิดของคน ที่ไม่ต้องการทนต่อการกดขี่ที่ไม่เป็นธรรม หรือถูกเหยียดหยาม ปองร้าย จากอำนาจรัฐของการปกครองในดินแดนที่เขาเหล่านั้นต้องทนอยู่ ดังคำกล่าวที่ว่า คับที่อยู่ได้ และคับใจอยู่ยาก
ถ้าเขียนต่อ น่าจะอีกยาว คงต้องยุติเพียงแค่นี้ก่อน แล้วเราค่อยไปต่อกันตอนใหม่อีกที สิ่งที่อยากบอกเพิ่มเติมที่ท่านทั้งหลายอาจ งง ว่า ตัวเลขคนต่างชาติที่มาอยู่ในไทยและท้องถิ่นที่ไปอยู่กัน ทราบมาได้อย่างไร ถ้าบอกว่า มาจากคนต่างชาตินั่นแหละ ไม่ใช่ตัวเลขของทางราชการ เพราะทางราชการไม่ได้สำรวจทำกันเป็นสถิติแบบที่ทาง คสช คงกำลังคิดที่จะทำตามข่าวหลังการรัฐประหารที่ให้คนต่างชาติแจ้งที่อยู่ของ แต่ละคนว่า ไปพักอยู่ที่ใด แต่ข้อมูลของผมที่ได้มา ขอรับรองความถูกต้อง หน่วยงานใดจะโต้แย้ง โปรดแจ้งมาได้เลยนะครับ
ฝากแทกไว้ที่เพจ คนไทยจะทิ้งแผ่นดิน ด้วยครับ เพื่อเป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเพิ่มเติม แล้วนำไปขยายเสวนาให้เป็นเรื่องเป็นราวกันต่อไป ขอบคุณครับ
เพจคนไทยจะทิ้งแผ่นดินขอขอบคุณ Surachai Vajira
https://www.facebook.com/surachai.k.varodom/posts/864113380295991
